บทสวดมนต์บูชาพระ วัดพุทธพรหมปัญโญ (แปลทั้งหมด)
--------------------------------------------------------------------------------
บทบูชาพระ
พุทธัง ชีวิตตัง เม ปูเชมิ
ข้าพเจ้า ขอบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยชีวิต
ธัมมัง ชีวิตตัง เม ปูเชมิ
ข้าพเจ้า ขอบูชาพระธรรมเจ้า ด้วยชีวิต
สังฆัง ชีวิตตัง เม ปูเชมิ
ข้าพเจ้า ขอบูชาพระสงฆ์เจ้า ด้วยชีวิต
กราบพระ ๖ ครั้ง
พุทธัง วันทามิ(กราบ)
ข้าพเจ้า ขอไหว้ซึ่งพระพุทธเจ้า
ธัมมัง วันทามิ(กราบ)
ข้าพเจ้า ขอไหว้ซึ่งพระธรรมเจ้า
สังฆัง วันทามิ(กราบ)
ข้าพเจ้า ขอไหว้ซึ่งพระสงฆ์เจ้า
ครูอุปัชฌาย์อาจาริยคุณัง วันทามิ(กราบ) (ผู้หญิงว่า อาจาริยคุณัง วันทามิ)
ข้าพเจ้า ขอไหว้ซึ่งครูอุปัชฌาย์อาจารย์
มาตาปิตุคุณัง วันทามิ(กราบ)
ข้าพเจ้า ขอไหว้ซึ่งบิดา มารดา
พระไตรสิกขาคุณัง วันทามิ(กราบ)
ข้าพเจ้า ขอไหว้ซึ่งพระไตรสิกขา
บทสมาทานศีล ๕
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ(๓ ครั้ง)
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปะทังสมาธิยามิ
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่า
อทินนาทา เวรมณี สิกขาปะทังสมาธิยามิ
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมยหรือโจร
อพรัมจริยา เวรมณี สิกขาปะทังสมาธิยามิ
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทังสมาธิยามิ
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ
สุราเมรยะ มัชชปมาทัฎฐานา เวรมณี สิกขาปะทังสมาธิยามิ
เจตนาเป็นเครืองงเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
อิมานิ ปัญจสิกขา ปทานิ สมาธิยามิ(๓ ครั้ง)
ข้าพเจ้าขอทรงไว้ซึ่งศีลทั้งห้าประการด้วยจิตตั้งมั่น
สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา
ศีลนำความสุขมาให้ ศีลนำมาซึ่งโภคทรัพย์
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโส ธะเย
ศีลคือหนทางสู่พระนิพพาน
บทอาราธนาพระ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ(๓ ครั้ง)
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธัง อาราธนานัง กะโรมิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาซึ่ง พระพุทธเจ้า
ธัมมัง อาราธนานัง กะโรมิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาซึ่ง พระธรรมเจ้า
สังฆัง อาราธนานัง กะโรมิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาซึ่ง พระสงฆ์เจ้า
คาถาหลวงปู่ทวด
น้อมระลึกถึงหลวงปู่ทวด แล้วว่าคาถาดังนี้
นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา (๓ ครั้ง)
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีโชคซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของข้าพเจ้านี้
คาถาหลวงปู่ดู่
น้อมระลึกถึงหลวงปู่ดู่ แล้วว่าคาถาดังนี้
นะโม โพธิสัตโต พรหม ปัญโญ (๓ ครั้ง)
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพรหม ปัญโญ โพธิสัตว์
บทขอขมาพระรัตนตรัย
โยโทโส โมหะจิตเต นะพุทธัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ
การกระทำอันหลงผิดอันใด ซึ่งกระทำล่วงเกินแล้วในคุณพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอขมา เพื่อการบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงจงสูญสิ้นไป
โยโทโส โมหะจิตเต นะธัมมัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ
การกระทำอันหลงผิดอันใด ซึ่งกระทำล่วงเกินแล้วในคุณพระธรรมเจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอขมา เพื่อการบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงจงสูญสิ้นไป
โยโทโส โมหะจิตเต นะสังฆัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ
การกระทำอันหลงผิดอันใด ซึ่งกระทำล่วงเกินแล้วในคุณพระสงฆ์เจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอขมา เพื่อการบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงจงสูญสิ้นไป
บทสวดมหาจักรพรรดิ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ(๓ ครั้ง)
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
* สวดตามกำลังวัน อาทิตย์ ๖, จันทร์ ๑๕, อังคาร ๘, พุธ ๑๗, พฤหัส ๑๙, ศุกร์ ๒๑, เสาร์ ๑๐ *
นะโมพุทธายะ
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์
พระพุทธไตรรัตนะญาณ
ศีล สมาธิ ปัญญา
คือ ญาณหยั่งรู้
ไม่ใช่ศีล สมาธิ ปัญญาธรรมดา
แต่เป็นสุดยอดของศีล สมาธิ ปัญญา เพราะว่ามีคำว่าพระพุทธนำหน้าคำว่าไตรรัตนญาณ
มณีนพรัตน์
สมบัติจักรพรรดิ์
(ไปไล่ดู ลูกแก้ว ม้าแก้ว พระขรรค์แก้ว ฯลฯ)
สีสะหัสสะสุธัมมา
สีสะ แปลว่า ความคิด
หัสสะ แปลว่า มือ ก็คือ การกระทำ
สุธัมมา คือ การรู้ทั้ง ๓ โลกธาตุ
รวมความคือ การคิดและลงมือทำ จนรู้ทั่วทั้ง ๓ โลก
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ยะธาพุทโมนะ
พระศรีอริยเมตไตรย
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
บูชาพระรัตนตรัย
อัคคีธานัง วะรังคันธัง
อันตรายทั้งหมดทั้งมวลไม่เกิด
สีวลี จะ มหาเถรัง
โชค ลาภ ธุรกิจการงาน
อะหังวันทามิ ทูระโต
อะหังวันทามิธาตุโย
อะหังวันทามิ สัพพะโส
พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
บูชาทั้งหมดทั้งมวลในพระพุทธศาสนา
บทสัพเพฯ เป็นพลังงานจาก ๓ โลกธาตุ
และน้อมไปที่หลวงปู่ เป็นการผ่านกระแสพลังงาน
มนุษย์อยู่ตรงกลาง พลังงานต้องผ่านที่มนุษย์
ถ้ารู้จักทำก็ได้มาก
บทอัญเชิญพระเข้าตัว (แผ่เมตตา)
สัพเพพุทธา
ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
สัพเพธัมมา
ด้วยอำนาจแห่งพระธรรมทั้งหลาย
สัพเพสังฆา
ด้วยอำนาจแห่งพระสงฆ์ทั้งหลาย
พะลัพปัตตา ปัจเจกานัญ จะ ยังพะลัง
ด้วยอำนาจแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
อะระหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (3 หรือ 5 จบ)
ด้วยอำนาจแห่งพระอรหันต์เจ้ารักษา(พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสงฆ์)ทั้งหมดทั้งมวล ขอให้เป็นไปตามคำอธิษฐาน
พุทธังอธิษฐามิ
ข้าพเจ้าขออธิษฐานด้วยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้า
ธัมมังอธิษฐามิ
ข้าพเจ้าขออธิษฐานด้วยอำนาจแห่งพระธรรม
สังฆังอธิษฐามิ (ให้อธิษฐานเอา)
ข้าพเจ้าขออธิษฐานด้วยอำนาจแห่งพระสงฆ์
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554
การทำให้ค้าขายคล่อง
คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ศิล 5...
อิติปิโส ภควา ... (จะพิมพ์เพิ่มในโอกาสหน้า)
พระคาถาเงินล้าน
(นะโม ๓ จบ)
สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม
พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะระยันติ
พรหมมาจะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม
มิเตภาหุหะติ
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิริหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะมานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤาๆ
การทำให้ค้าขายคล่อง
การที่จะติดต่อทำธุรกิจกับใครเราจะต้องรู้จักการเชื่อมบุญ การขออโหสิกรรม การแผ่เมตตาเสียก่อน เพื่อต้องการให้เขามาซื้อสินค้าเรา ก่อนที่จะทำต้องมีศรัทธาและเชื่อมั่นว่าหนทางน่าจะช่วยเราได้ และต้องอาศัยคาถาเงินล้านที่สวดด้วยจิตอันตั้งมั่น ไร้ความอยาก ความโลภ ความอยากต่าง ๆ ที่เป็นกิเลศให้สวดด้วยความมีเมตตา ความกรุณา ความรัก ให้มโนภาพเห็นแสงสว่างสีขาวอันนุ่มนวล แผ่ความกรุณาไพศาล ให้เห็นกลีบดอกบัวสีขาวเป็นล้าน ๆ กลีบ แผ่ความรักความกรุณาจากเหนือกลางกระหม่อมออกไปถึงบุคคลนั้น หรือมวลมนุษย์ สรรพสัตว์ ตลอดถึงจักรวาลทั้ง ๓ ภพ
“ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นสุข ๆๆๆ ทุกท่านทุกคนเทอญ ” เป็นการเสริมบุญเก่าที่เคยทำมาด้วยกัน และเพิ่มบุญใหม่เข้าไปช่วยมีการกล่าวขออโหสิกรรม และให้อโหสิกรรมต่อกัน
วิธีการใส่บาตรวิระทะโยและการนับลูกประคำเพื่อให้เกิดความคล่องตัว
๑.นำเงินใส่ไว้ในมือ พร้อมกับพนมมือ ตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยการสวดไตรสรณคมน์ พร้อมทั้งนึกถึงความหมายของบทสวด
๒.สวดคาถาเงินล้านจำนวน ๓,๕,๗,๙ จบ แล้วแต่ตามความเหมาะสม ในขณะที่สวดให้นึกถึงสมเด็จองค์ปฐม องค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพระพุทธเจ้า หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ โดยจิตต้องไม่อยากมีอยากได้ หรือหวังผลจากการใด ๆ
๓.นำเงินหยอดลงไปในบาตรวิระทะโย เมื่อเงินตกลงในบาตรแล้ว ในทันทีให้นึกว่า “ขอบุญกุศลนี้จงถึงแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาด พลั้งล่วงเกิน ทั้งต่อหน้าก็ดีและลับหลังก็ดี ทั้งมีเจตนาก็ดีไม่มีเจตนาก็ดี ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า และขอบุญกุศลนี้จงถึงแก่เทวดาที่ปกปักษ์รักษาข้าพเจ้า และเทวดาที่รักษาประตูเงินประตูทองของข้าพเจ้า พร้อมทั้งท่านท้าวพญายมราชขอจงมโนทนาผลบุญส่วนกุศลนี้ และจงเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญบุญครั้งนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
๔. ให้ปฏิบัติอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน เมื่อเงินเต็มบาตรให้นำเงินจำนวนนี้ไปทำบุญเพื่อสร้างวิหารทาน ห้องน้ำ หรือถวายเป็นสังฆทาน ตามวัดที่มีพระผู้ปฏิบัติกรรมฐาน
การนับลูกประคำ
๑.ให้จับประคำโทนพร้อมทั้งตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยการสวดไตรสรณคมน์ พร้อมทั้งนึกถึงความหมายของบทสวด และให้กำหนดจิตไปที่กึ่งกลางของลูกประคำ
๒.สวดคาถาเงินล้าน ขณะนั้นให้กำหนดจิตเพ่งไปที่ลูกประคำจนสวดจบ ๑ บท ต่อจากนั้นให้นิ้วจับที่ลูกประคำลูกต่อไปพร้อมทั้งสวดคาถาเงินล้าน จิตก็กำหนดจิตเพ่งไปที่กึ่งกลางของลูกประคำ ให้ทำเช่นนี้ไปจนครบลูกประคำทั้งเส้น
๓.วิธีการนับลูกประคำนี้ นอกจากจะทำให้เกิดความคล่องตัวแล้ว ยังสามารถใช้ในการเสี่ยงทาย หรือช่วยในการตัดสินใจกระทำการต่าง ๆ ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
-โดยในขณะที่ทำการนับลูกประคำนั้น สามารถนับไปจนครบไม่ติดขัดแสดงว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำการใด ๆ นั้น จะประสบความสำเร็จ
-หากแม้นว่ามีสิ่งที่ทำให้การนับสะดุด หรือติดขัดไม่สามารถสวดได้จนจบครบทั้งเส้น แสดงว่าไม่ควรที่จะตัดสินใจทำการต่าง ๆ นั้น เพราะจะเกิดปัญหา หรือไม่ประสบความสำเร็จ ในระหว่างที่ทำการนับนั้น จะพูดคุย นั่ง เดิน หรือกระทำกิจการใด ๆ ก็ขอให้จิตเพ่งอยู่ที่กึ่งกลางของลูกประคำอยู่ตลอด วิธีการนี้สามารถช่วยให้มีความคล่องตัวในช่วงเวลาที่ขัดสน หรือติดขัดทางด้านการเงิน
และ ให้ตั้งสัจจะอธิษฐานถึงคนคนนั้น และเรื่องสินค้าที่จะขายให้กับเขา ขอให้บุญกุศลที่ทำนั้นเป็นการเชื่อมบุญระหว่างกันและกันเพื่อให้กรรมที่อาจ จะมีต่อกัน เบาบางลงไป และจะต้องรักษาศีลตามอัตถภาพ จะต้องทำให้ได้ตามสัจจะที่ให้ไว้ ๓ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน แต่ทางที่ดีควรรักษาให้ได้ตลอดดังพระบาลีที่ว่า สีเลนะโภคสัมปทา แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยศึล ย่อมเป็นผู้มีโภคมาก
และ อยากจะแนะนำท่านที่เป็นพ่อค้า แม่ขาย จะขายอะไรก็ตาม ลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของนั้น เขาก็คือ เจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิตด้วยเหมือนกัน เมื่อเขาเอาเงินเอาบุญมาส่งให้ ก็ควรจะทำการอุทิศบุญให้เขาด้วย เป็นการเชื่อมบุญ (ให้กำหนดจิตดังได้อธิบายไว้เบื้องต้นนั้น) เสริมบุญกระตุ้นความดีในดวงจิตของเขาให้มีมากขึ้น ให้เขาเอาบุญมาให้เราอีกมาเป็นขาประจำ อุดหนุนกันไปตลอด การค้าจะรุ่งเรือง
อีกอย่างการจะใช้ชีวิตให้มีความสุขและมั่งคั่งนั้น ต้องรู้จักเทวดาผู้ที่รักษาตัวเราเสียก่อน มีหลายจำพวก พวกหนึ่งก็คอยรักษาคุ้มครองป้องกัน ปัดเป่าคอยให้คำชี้แนะ ดลใจ อีกพวกหนึ่งก็คอยดูแลประตูเงินทองให้ความยับยั้งชั่งใจ และใช้จ่ายเงินทองอย่างระมัดระวัง ถ้าผู้ใดเป็นหนี้เราหรือทรัพย์สินของเราสูญหาย ก็สามารถนำกลับคืนมาให้เราได้ดังเดิม ทุกครั้งที่เราจะกระทำบุญต่าง ๆ ต้องอย่าลืมอุทิศบุญให้แก่เทวดาที่รักษาตัวของเราด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เขาได้มีกำลังและสามารถนำบุญของเราไปผลัดผ่อนให้กับเจ้ากรรมนายเวร ของเราได้ เทวดาทั้งหลายเหล่านี้ส่วนมากก็คือ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณต่อเรา และเรามีบุญคุณต่อเขาทั้งหลาย จึงมีกรรมผูกพันต่อเรา
อีกอย่างเราจะต้องอุทิศบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของเราด้วย ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตทั้งหมด เพื่อที่จะให้อุปสรรคทั้งทางเรื่องการเงิน การงาน เบาบางหรือหายไปด้วยการหนุนบุญให้สูงขึ้น สิ่งที่สำคัญที่ทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิและเสริมการเงิน และการงาน คือ
ทาน การให้ การให้ต้องให้ของที่ดี ตั้งใจดี ผู้รับดี
ศีล คือการงดเว้น การไม่ก่อกรรมเวรเพิ่มขึ้น เพื่อตัดอุปสรรคการเงิน การงานต่าง ๆ
ภาวนา ต้องทำให้ได้ตลอดเวลา ทุกสถานที่ ทุกอิริยาบถ
ข้อแนะนำการเตรียมตัวก่อนทำสมาธิ
- การหาเวลาที่เหมาะสม เช่น ไม่ใช้เวลาใกล้เที่ยงเป็นต้น จะทำให้เกิดอาการหิวข้าว หรือทำใกล้เวลารับประทานอาหาร และไม่รับประทานอิ่มเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน
- การหาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่อยู่ในสถานที่อึกทึก ครึกโครม
- เสร็จจากธุระภารกิจต่าง ๆ ไม่ให้มีเรื่องกังวล
- อยู่ในอาการท่าทางที่สบาย ไม่ติดขัด แต่อย่าอยู่ในท่าที่เกียจคร้าน เช่น การนอนหงายบ่อย ๆ เป็นต้น
- ไม่ควรนึกถึงผลและคาดหมายหวังสิ่งต่าง ๆ เพราะเป็นการสร้างความกดดันทางใจ โดยไม่รู้ตัว และเกิดความกระวนกระวาย ทำให้จิตไม่เกิดสมาธิ ต้องทำใจให้ว่างมากที่สุด
- ต้องทำให้การนั่งแต่ละครั้ง ต้องทำให้ดีที่สุดตามเวลาที่กำหนดไว้
- ต้องทำให้เกิดความชำนาญ ทำทุกวัน ให้เกิดความเคยชินเป็นนิสัย
- ที่สำคัญต้องมีความเมตตาแผ่ไพศาลและต้องตัดปลิโพธิ คือ ความห่วงใยต่าง ๆ และเอาจิตจดจ่อในสิ่งที่ตนภาวนาหรือกระทำอยู่ ให้ความเพียวและสติสม่ำเสมอกัน อย่ามากกว่ากัน อย่าต่ำกว่ากัน
ขออนุญาตคัดลอก และอนุโมทนาบุญกับผู้สอนและผู้เขียน
ขอให้ได้กุศลด้วยกันทั้งผู้สอน ผู้เขียนและผู้เผยแพร่
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ศิล 5...
อิติปิโส ภควา ... (จะพิมพ์เพิ่มในโอกาสหน้า)
พระคาถาเงินล้าน
(นะโม ๓ จบ)
สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม
พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะระยันติ
พรหมมาจะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม
มิเตภาหุหะติ
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิริหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะมานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤาๆ
การทำให้ค้าขายคล่อง
การที่จะติดต่อทำธุรกิจกับใครเราจะต้องรู้จักการเชื่อมบุญ การขออโหสิกรรม การแผ่เมตตาเสียก่อน เพื่อต้องการให้เขามาซื้อสินค้าเรา ก่อนที่จะทำต้องมีศรัทธาและเชื่อมั่นว่าหนทางน่าจะช่วยเราได้ และต้องอาศัยคาถาเงินล้านที่สวดด้วยจิตอันตั้งมั่น ไร้ความอยาก ความโลภ ความอยากต่าง ๆ ที่เป็นกิเลศให้สวดด้วยความมีเมตตา ความกรุณา ความรัก ให้มโนภาพเห็นแสงสว่างสีขาวอันนุ่มนวล แผ่ความกรุณาไพศาล ให้เห็นกลีบดอกบัวสีขาวเป็นล้าน ๆ กลีบ แผ่ความรักความกรุณาจากเหนือกลางกระหม่อมออกไปถึงบุคคลนั้น หรือมวลมนุษย์ สรรพสัตว์ ตลอดถึงจักรวาลทั้ง ๓ ภพ
“ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นสุข ๆๆๆ ทุกท่านทุกคนเทอญ ” เป็นการเสริมบุญเก่าที่เคยทำมาด้วยกัน และเพิ่มบุญใหม่เข้าไปช่วยมีการกล่าวขออโหสิกรรม และให้อโหสิกรรมต่อกัน
วิธีการใส่บาตรวิระทะโยและการนับลูกประคำเพื่อให้เกิดความคล่องตัว
๑.นำเงินใส่ไว้ในมือ พร้อมกับพนมมือ ตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยการสวดไตรสรณคมน์ พร้อมทั้งนึกถึงความหมายของบทสวด
๒.สวดคาถาเงินล้านจำนวน ๓,๕,๗,๙ จบ แล้วแต่ตามความเหมาะสม ในขณะที่สวดให้นึกถึงสมเด็จองค์ปฐม องค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพระพุทธเจ้า หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ โดยจิตต้องไม่อยากมีอยากได้ หรือหวังผลจากการใด ๆ
๓.นำเงินหยอดลงไปในบาตรวิระทะโย เมื่อเงินตกลงในบาตรแล้ว ในทันทีให้นึกว่า “ขอบุญกุศลนี้จงถึงแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาด พลั้งล่วงเกิน ทั้งต่อหน้าก็ดีและลับหลังก็ดี ทั้งมีเจตนาก็ดีไม่มีเจตนาก็ดี ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า และขอบุญกุศลนี้จงถึงแก่เทวดาที่ปกปักษ์รักษาข้าพเจ้า และเทวดาที่รักษาประตูเงินประตูทองของข้าพเจ้า พร้อมทั้งท่านท้าวพญายมราชขอจงมโนทนาผลบุญส่วนกุศลนี้ และจงเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญบุญครั้งนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
๔. ให้ปฏิบัติอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน เมื่อเงินเต็มบาตรให้นำเงินจำนวนนี้ไปทำบุญเพื่อสร้างวิหารทาน ห้องน้ำ หรือถวายเป็นสังฆทาน ตามวัดที่มีพระผู้ปฏิบัติกรรมฐาน
การนับลูกประคำ
๑.ให้จับประคำโทนพร้อมทั้งตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยการสวดไตรสรณคมน์ พร้อมทั้งนึกถึงความหมายของบทสวด และให้กำหนดจิตไปที่กึ่งกลางของลูกประคำ
๒.สวดคาถาเงินล้าน ขณะนั้นให้กำหนดจิตเพ่งไปที่ลูกประคำจนสวดจบ ๑ บท ต่อจากนั้นให้นิ้วจับที่ลูกประคำลูกต่อไปพร้อมทั้งสวดคาถาเงินล้าน จิตก็กำหนดจิตเพ่งไปที่กึ่งกลางของลูกประคำ ให้ทำเช่นนี้ไปจนครบลูกประคำทั้งเส้น
๓.วิธีการนับลูกประคำนี้ นอกจากจะทำให้เกิดความคล่องตัวแล้ว ยังสามารถใช้ในการเสี่ยงทาย หรือช่วยในการตัดสินใจกระทำการต่าง ๆ ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
-โดยในขณะที่ทำการนับลูกประคำนั้น สามารถนับไปจนครบไม่ติดขัดแสดงว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำการใด ๆ นั้น จะประสบความสำเร็จ
-หากแม้นว่ามีสิ่งที่ทำให้การนับสะดุด หรือติดขัดไม่สามารถสวดได้จนจบครบทั้งเส้น แสดงว่าไม่ควรที่จะตัดสินใจทำการต่าง ๆ นั้น เพราะจะเกิดปัญหา หรือไม่ประสบความสำเร็จ ในระหว่างที่ทำการนับนั้น จะพูดคุย นั่ง เดิน หรือกระทำกิจการใด ๆ ก็ขอให้จิตเพ่งอยู่ที่กึ่งกลางของลูกประคำอยู่ตลอด วิธีการนี้สามารถช่วยให้มีความคล่องตัวในช่วงเวลาที่ขัดสน หรือติดขัดทางด้านการเงิน
และ ให้ตั้งสัจจะอธิษฐานถึงคนคนนั้น และเรื่องสินค้าที่จะขายให้กับเขา ขอให้บุญกุศลที่ทำนั้นเป็นการเชื่อมบุญระหว่างกันและกันเพื่อให้กรรมที่อาจ จะมีต่อกัน เบาบางลงไป และจะต้องรักษาศีลตามอัตถภาพ จะต้องทำให้ได้ตามสัจจะที่ให้ไว้ ๓ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน แต่ทางที่ดีควรรักษาให้ได้ตลอดดังพระบาลีที่ว่า สีเลนะโภคสัมปทา แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยศึล ย่อมเป็นผู้มีโภคมาก
และ อยากจะแนะนำท่านที่เป็นพ่อค้า แม่ขาย จะขายอะไรก็ตาม ลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของนั้น เขาก็คือ เจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิตด้วยเหมือนกัน เมื่อเขาเอาเงินเอาบุญมาส่งให้ ก็ควรจะทำการอุทิศบุญให้เขาด้วย เป็นการเชื่อมบุญ (ให้กำหนดจิตดังได้อธิบายไว้เบื้องต้นนั้น) เสริมบุญกระตุ้นความดีในดวงจิตของเขาให้มีมากขึ้น ให้เขาเอาบุญมาให้เราอีกมาเป็นขาประจำ อุดหนุนกันไปตลอด การค้าจะรุ่งเรือง
อีกอย่างการจะใช้ชีวิตให้มีความสุขและมั่งคั่งนั้น ต้องรู้จักเทวดาผู้ที่รักษาตัวเราเสียก่อน มีหลายจำพวก พวกหนึ่งก็คอยรักษาคุ้มครองป้องกัน ปัดเป่าคอยให้คำชี้แนะ ดลใจ อีกพวกหนึ่งก็คอยดูแลประตูเงินทองให้ความยับยั้งชั่งใจ และใช้จ่ายเงินทองอย่างระมัดระวัง ถ้าผู้ใดเป็นหนี้เราหรือทรัพย์สินของเราสูญหาย ก็สามารถนำกลับคืนมาให้เราได้ดังเดิม ทุกครั้งที่เราจะกระทำบุญต่าง ๆ ต้องอย่าลืมอุทิศบุญให้แก่เทวดาที่รักษาตัวของเราด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เขาได้มีกำลังและสามารถนำบุญของเราไปผลัดผ่อนให้กับเจ้ากรรมนายเวร ของเราได้ เทวดาทั้งหลายเหล่านี้ส่วนมากก็คือ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณต่อเรา และเรามีบุญคุณต่อเขาทั้งหลาย จึงมีกรรมผูกพันต่อเรา
อีกอย่างเราจะต้องอุทิศบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของเราด้วย ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตทั้งหมด เพื่อที่จะให้อุปสรรคทั้งทางเรื่องการเงิน การงาน เบาบางหรือหายไปด้วยการหนุนบุญให้สูงขึ้น สิ่งที่สำคัญที่ทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิและเสริมการเงิน และการงาน คือ
ทาน การให้ การให้ต้องให้ของที่ดี ตั้งใจดี ผู้รับดี
ศีล คือการงดเว้น การไม่ก่อกรรมเวรเพิ่มขึ้น เพื่อตัดอุปสรรคการเงิน การงานต่าง ๆ
ภาวนา ต้องทำให้ได้ตลอดเวลา ทุกสถานที่ ทุกอิริยาบถ
ข้อแนะนำการเตรียมตัวก่อนทำสมาธิ
- การหาเวลาที่เหมาะสม เช่น ไม่ใช้เวลาใกล้เที่ยงเป็นต้น จะทำให้เกิดอาการหิวข้าว หรือทำใกล้เวลารับประทานอาหาร และไม่รับประทานอิ่มเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน
- การหาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่อยู่ในสถานที่อึกทึก ครึกโครม
- เสร็จจากธุระภารกิจต่าง ๆ ไม่ให้มีเรื่องกังวล
- อยู่ในอาการท่าทางที่สบาย ไม่ติดขัด แต่อย่าอยู่ในท่าที่เกียจคร้าน เช่น การนอนหงายบ่อย ๆ เป็นต้น
- ไม่ควรนึกถึงผลและคาดหมายหวังสิ่งต่าง ๆ เพราะเป็นการสร้างความกดดันทางใจ โดยไม่รู้ตัว และเกิดความกระวนกระวาย ทำให้จิตไม่เกิดสมาธิ ต้องทำใจให้ว่างมากที่สุด
- ต้องทำให้การนั่งแต่ละครั้ง ต้องทำให้ดีที่สุดตามเวลาที่กำหนดไว้
- ต้องทำให้เกิดความชำนาญ ทำทุกวัน ให้เกิดความเคยชินเป็นนิสัย
- ที่สำคัญต้องมีความเมตตาแผ่ไพศาลและต้องตัดปลิโพธิ คือ ความห่วงใยต่าง ๆ และเอาจิตจดจ่อในสิ่งที่ตนภาวนาหรือกระทำอยู่ ให้ความเพียวและสติสม่ำเสมอกัน อย่ามากกว่ากัน อย่าต่ำกว่ากัน
ขออนุญาตคัดลอก และอนุโมทนาบุญกับผู้สอนและผู้เขียน
ขอให้ได้กุศลด้วยกันทั้งผู้สอน ผู้เขียนและผู้เผยแพร่
วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554
อย่าพูดว่า ทำกรรมฐานแล้ว ไม่ต้องทำบุญทำทานอะไรอีก
อย่าพูดว่า ทำกรรมฐานแล้ว ไม่ต้องทำบุญทำทานอะไรอีก
อย่างที่หลายๆคนอาจจะเคยอ่าน หรือเคยทราบมาเกี่ยวกับเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ว่า การทำทานได้บุญน้อยที่สุด การถือศีลย่อมได้บุญมากกว่าทำทาน ส่วนภาวนาย่อมได้บุญมากกว่าถือศีล ดังนั้นบางคนอาจจะเข้าใจหรือคิดเอาง่ายๆเข้าว่า ถ้าเช่นนั้น เราก็เจริญภาวนาอย่างเดียวก็พอ เพราะได้บุญมากกว่าทำอย่างอื่น
โดยส่วนตัวแล้วไม่คิดเช่นนั้น เพราะว่า ทาน ศีล หรือภาวนาก็ดี เป็นปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อย่างบางคนเกิดมาฐานะยากจน คิดจะทำบุญทำทานอะไรก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยมีข้อจำกัด ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ หรืออาจต้องฆ่าสัตว์มายังชีพก็เป็นได้ แต่ถ้าเกิดเป็นคนรวย คิดจะทำบุญทำทาน ถือศีล ภาวนาก็เป็นเรื่องง่ายดาย (เหมือนเอาบุญไปต่อบุญ)
จขบ.อ่านหนังสือเจอ เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงหยิบยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ
จากหนังสือเตือนสติผู้ปฏิบัติธรรม ของพระธรรมธีรราชมหามุนี (เจ้าคุณโชดก ปธ.๙)
"อย่าพูดว่า ทำกรรมฐานแล้ว ไม่ต้องทำบุญทำทานอะไรอีก"
การทำบุญทำทานเป็นการสร้างความดี ไม่ใช่สร้างความชั่ว ผู้ที่มีใจถึงธรรมแล้ว จะมีใจเปี่ยมด้วยปสาทศรัทธาอันแก่กล้าอยู่เสมอ ย่อมจะบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาเป็นประจำ แม้โบราณท่านก็สอนไว้ว่า “อยากรวย อยากสวย อยากดี”
อยากรวย ให้พากันทำทาน
อยากสวย ให้พากันรักษาศีล
อยากดี ให้พากันเจริญภาวนา
เกิดเป็นคนต้องทำตนให้ได้องค์๓ จึงจะไม่เสียชาติเกิด
บางคนเกิดมาร่ำรวย แต่รูปขี้เหร่ เพราะชาติปางก่อนทำทาน แต่ไม่รักษาศีล
บางคนรูปสวย แต่ยากจน เพราะชาติก่อนรักษาศีล แต่ไม่ทำทาน
บางคนมีปัญญาดี แต่ยากจน และไม่สวย เพราะชาติก่อนบำเพ็ญแต่ภาวนา
แต่ไม่ได้ให้ทาน และรักษาศีลเป็นคู่กันไป
เพราะฉะนั้น ต้องบำเพ็ญให้มีทั้ง ๓อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา จึงจะถูกหลัก
เรื่องนี้เคยมีนางสุมนาไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า มีคน๒คน ในเวลาปฏิบัติธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาเท่าๆกัน แต่อีกคนหนึ่งชอบทำทานบ่อยๆ คนหนึ่งไม่ทำเลย เวลาตายไปแล้ว ๒คนนี้จะแตกต่างกันอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า?
พระพุทธองค์ตอบว่า ดูก่อนนางสุมนา คนที่ทำทานนั้น ตายไปแล้วถ้าไปเกิดในสวรรค์อุดมสมบูรณ์ดีทุกๆอย่าง ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ก็อุดมสมบูรณ์ไม่อดไม่อยาก ถ้าออกบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา ก็เพียบพร้อมไปด้วย ปัจจัย๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยาแก้ไข้ มีแต่คนมางอนง้อให้ใช้เสียซ้ำไป
ส่วนคนที่ไม่ทำทานนั้น จะไปเกิดที่ไหนก็ยากจนเข็ญใจ มีแต่อาศัยเขาอยู่ แม้ออกบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา ก็ขาดๆ เขินๆ มีแต่ขอเขาใช้ไม่อุดมสมบูรณ์เลยดังนี้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บุญกุศลนั้นยิ่งทำมากเท่าไร ก็ยิ่งดีนัก เพราะเป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งแก่ตนทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังบาลีว่า
ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฐา โหนฺติ ปาณินํ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกหน้าดังนี้
อย่างที่หลายๆคนอาจจะเคยอ่าน หรือเคยทราบมาเกี่ยวกับเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ว่า การทำทานได้บุญน้อยที่สุด การถือศีลย่อมได้บุญมากกว่าทำทาน ส่วนภาวนาย่อมได้บุญมากกว่าถือศีล ดังนั้นบางคนอาจจะเข้าใจหรือคิดเอาง่ายๆเข้าว่า ถ้าเช่นนั้น เราก็เจริญภาวนาอย่างเดียวก็พอ เพราะได้บุญมากกว่าทำอย่างอื่น
โดยส่วนตัวแล้วไม่คิดเช่นนั้น เพราะว่า ทาน ศีล หรือภาวนาก็ดี เป็นปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อย่างบางคนเกิดมาฐานะยากจน คิดจะทำบุญทำทานอะไรก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยมีข้อจำกัด ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ หรืออาจต้องฆ่าสัตว์มายังชีพก็เป็นได้ แต่ถ้าเกิดเป็นคนรวย คิดจะทำบุญทำทาน ถือศีล ภาวนาก็เป็นเรื่องง่ายดาย (เหมือนเอาบุญไปต่อบุญ)
จขบ.อ่านหนังสือเจอ เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงหยิบยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ
จากหนังสือเตือนสติผู้ปฏิบัติธรรม ของพระธรรมธีรราชมหามุนี (เจ้าคุณโชดก ปธ.๙)
"อย่าพูดว่า ทำกรรมฐานแล้ว ไม่ต้องทำบุญทำทานอะไรอีก"
การทำบุญทำทานเป็นการสร้างความดี ไม่ใช่สร้างความชั่ว ผู้ที่มีใจถึงธรรมแล้ว จะมีใจเปี่ยมด้วยปสาทศรัทธาอันแก่กล้าอยู่เสมอ ย่อมจะบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาเป็นประจำ แม้โบราณท่านก็สอนไว้ว่า “อยากรวย อยากสวย อยากดี”
อยากรวย ให้พากันทำทาน
อยากสวย ให้พากันรักษาศีล
อยากดี ให้พากันเจริญภาวนา
เกิดเป็นคนต้องทำตนให้ได้องค์๓ จึงจะไม่เสียชาติเกิด
บางคนเกิดมาร่ำรวย แต่รูปขี้เหร่ เพราะชาติปางก่อนทำทาน แต่ไม่รักษาศีล
บางคนรูปสวย แต่ยากจน เพราะชาติก่อนรักษาศีล แต่ไม่ทำทาน
บางคนมีปัญญาดี แต่ยากจน และไม่สวย เพราะชาติก่อนบำเพ็ญแต่ภาวนา
แต่ไม่ได้ให้ทาน และรักษาศีลเป็นคู่กันไป
เพราะฉะนั้น ต้องบำเพ็ญให้มีทั้ง ๓อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา จึงจะถูกหลัก
เรื่องนี้เคยมีนางสุมนาไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า มีคน๒คน ในเวลาปฏิบัติธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาเท่าๆกัน แต่อีกคนหนึ่งชอบทำทานบ่อยๆ คนหนึ่งไม่ทำเลย เวลาตายไปแล้ว ๒คนนี้จะแตกต่างกันอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า?
พระพุทธองค์ตอบว่า ดูก่อนนางสุมนา คนที่ทำทานนั้น ตายไปแล้วถ้าไปเกิดในสวรรค์อุดมสมบูรณ์ดีทุกๆอย่าง ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ก็อุดมสมบูรณ์ไม่อดไม่อยาก ถ้าออกบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา ก็เพียบพร้อมไปด้วย ปัจจัย๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยาแก้ไข้ มีแต่คนมางอนง้อให้ใช้เสียซ้ำไป
ส่วนคนที่ไม่ทำทานนั้น จะไปเกิดที่ไหนก็ยากจนเข็ญใจ มีแต่อาศัยเขาอยู่ แม้ออกบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา ก็ขาดๆ เขินๆ มีแต่ขอเขาใช้ไม่อุดมสมบูรณ์เลยดังนี้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บุญกุศลนั้นยิ่งทำมากเท่าไร ก็ยิ่งดีนัก เพราะเป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งแก่ตนทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังบาลีว่า
ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฐา โหนฺติ ปาณินํ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกหน้าดังนี้
อุ ป ป า ต ะ สั น ติ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น…………..
คันถารัมภะ
(คำเริ่มต้นคัมภีร์)
(ก) สุทุททะโส อะยัง ธัมโม โลกัตถัง ชินะเทสิโต
มะหาสันติกะโร โลเก สัพพะสัมปัตติทายะโก.
ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก
เป็นธรรมที่เห็นได้ยากยิ่ง สำหรับธรรมที่จะกล่าวต่อไปนี้
เป็นธรรมที่สามารถกระทำความสงบอันประเสริฐ
และสามารถประทานซึ่งสมบัติทั้งปวง
(ข) สัพพุปปาตูปะสะมะโณ ภูตะยักขะนิวาระโณ
อะกาละมัจจุสะมะโณ โสกะโรคะวินาสะโน.
เป็นเครื่องสงบเหตุร้ายทั้งปวง เป็นเครื่องป้องกันอมนุษย์และยักษ์
เป็นเครื่องระงับความตายก่อนกำหนดเวลา
เป็นเครื่องขจัดความเศร้าโศกและโรค
(ค) ปะระจักกะปะมัททะโน รัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน
สัพพานิฏฐะหะโร สันโต ธัมมัง วักขามิ ภูตะโต.
เป็นเครื่องย่ำยีกำลังของข้าศึก เป็นเครื่องจำเริญชัยชนะแด่พระราชา
เป็นเครื่องนำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งปวงออกไป
เป็นธรรมอันประเสริฐ
ข้าพเจ้า (พระสีละวังสะมหาเถระ) จักแสดงคุณธรรมเช่นนั้น
ตามสภาพที่เป็นจริง
(ฆ) วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะ สังวัณเณติ คุณุตตะเม
ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรคฺยะ- โสตถิโย โหนติ สัพพะทา.
ณ ที่ใด มีผู้กล่าววาจาสรรเสริญพระคุณอันประเสริฐของพระรัตนตรัย
ด้วยจิตที่เลื่อมใส ณ ที่นั้น ความสุข ความสบาย และความสวัสดี
ย่อมมีแก่ผู้นั้นตลอดกาลทุกเมื่อ
(มีต่อ)
ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น…………..
คันถารัมภะ
(คำเริ่มต้นคัมภีร์)
(ก) สุทุททะโส อะยัง ธัมโม โลกัตถัง ชินะเทสิโต
มะหาสันติกะโร โลเก สัพพะสัมปัตติทายะโก.
ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก
เป็นธรรมที่เห็นได้ยากยิ่ง สำหรับธรรมที่จะกล่าวต่อไปนี้
เป็นธรรมที่สามารถกระทำความสงบอันประเสริฐ
และสามารถประทานซึ่งสมบัติทั้งปวง
(ข) สัพพุปปาตูปะสะมะโณ ภูตะยักขะนิวาระโณ
อะกาละมัจจุสะมะโณ โสกะโรคะวินาสะโน.
เป็นเครื่องสงบเหตุร้ายทั้งปวง เป็นเครื่องป้องกันอมนุษย์และยักษ์
เป็นเครื่องระงับความตายก่อนกำหนดเวลา
เป็นเครื่องขจัดความเศร้าโศกและโรค
(ค) ปะระจักกะปะมัททะโน รัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน
สัพพานิฏฐะหะโร สันโต ธัมมัง วักขามิ ภูตะโต.
เป็นเครื่องย่ำยีกำลังของข้าศึก เป็นเครื่องจำเริญชัยชนะแด่พระราชา
เป็นเครื่องนำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งปวงออกไป
เป็นธรรมอันประเสริฐ
ข้าพเจ้า (พระสีละวังสะมหาเถระ) จักแสดงคุณธรรมเช่นนั้น
ตามสภาพที่เป็นจริง
(ฆ) วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะ สังวัณเณติ คุณุตตะเม
ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรคฺยะ- โสตถิโย โหนติ สัพพะทา.
ณ ที่ใด มีผู้กล่าววาจาสรรเสริญพระคุณอันประเสริฐของพระรัตนตรัย
ด้วยจิตที่เลื่อมใส ณ ที่นั้น ความสุข ความสบาย และความสวัสดี
ย่อมมีแก่ผู้นั้นตลอดกาลทุกเมื่อ
(มีต่อ)
วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554
หัวใจพระธรรม ขันธ์ 5 ศิล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์
(๒๑๐) ธรรมขันธ์ ๕ (กองธรรม, หมวดธรรม, ประมวลธรรมทั้งปวงเข้าเป็นหัวข้อใหญ่ — bodies of doctrine; categories of the Teaching)
๑. สีลขันธ์ (กองศีล, หมวดศีล ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย ปาติโมกขสังวร กายสุจริต สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นต้น — body of morals; virtue category)
๒. สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ, หมวดสมาธิ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นต้น — body of concentration; concentration category)
๓. ปัญญาขันธ์ (กองปัญญา, หมวดปัญญา ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ธัมมวิจยะ วิมังสา ปฏิสัมภิทา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น— body of wisdom or insight; understanding category)
๔. วิมุตติขันธ์ (กองวิมุตติ, หมวดวิมุตติ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ปหาน วิราคะ วิโมกข์ วิสุทธิ สันติ นิโรธ นิพพาน เป็นต้น — body of deliverance; deliverance category)
๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ (กองวิมุตติญาณทัสสนะ, หมวดธรรมเกี่ยวกับการรู้ การเห็นในวิมุตติ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เป็นต้น — body of the knowledge and vision of deliverance; knowing-and-seeing-of-deliverance category)
ธรรมขันธ์ ๔ ข้อต้น เรียกอีกอย่างว่า สาระ ๔ (แก่น, หลักธรรมที่เป็นแกน, หัวใจธรรม — essences)
๑. สีลขันธ์ (กองศีล, หมวดศีล ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย ปาติโมกขสังวร กายสุจริต สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นต้น — body of morals; virtue category)
๒. สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ, หมวดสมาธิ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นต้น — body of concentration; concentration category)
๓. ปัญญาขันธ์ (กองปัญญา, หมวดปัญญา ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ธัมมวิจยะ วิมังสา ปฏิสัมภิทา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น— body of wisdom or insight; understanding category)
๔. วิมุตติขันธ์ (กองวิมุตติ, หมวดวิมุตติ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ปหาน วิราคะ วิโมกข์ วิสุทธิ สันติ นิโรธ นิพพาน เป็นต้น — body of deliverance; deliverance category)
๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ (กองวิมุตติญาณทัสสนะ, หมวดธรรมเกี่ยวกับการรู้ การเห็นในวิมุตติ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เป็นต้น — body of the knowledge and vision of deliverance; knowing-and-seeing-of-deliverance category)
ธรรมขันธ์ ๔ ข้อต้น เรียกอีกอย่างว่า สาระ ๔ (แก่น, หลักธรรมที่เป็นแกน, หัวใจธรรม — essences)
พุทธคุณโดยพิศดาร (บทสวดคู่ พระอาการวัตตาสูตร)
อิติปิโส ภะคะวา กัมมัฏฐานัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ยะมะโลกา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อาโปธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เตโชธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วาโยธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อากาสะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิญญาณะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โลกะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา จักกะวาฬะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา จาตุมหาราชิกา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ตาวะติงสา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ยามา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ตุสิตา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นิมมานะระตี เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา พรัหมะปะริสัชชา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา มหาพรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะริตตาภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อัปปะมาณาภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อาภัสสะรา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะริตตะสุภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อัปปะมาณาสุภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุภะกิณหะกา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะสัญญิสัตตา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เวหัปผะลา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะวิหา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะตัปปา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุทัสสา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุทัสสี พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะกะนิฏฐะกา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิญญานัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญา ยะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โสตาปัตติมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โสตาปัตติผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สะกิทาคามิผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะนาคามิมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะนาคามิผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัตตะมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัตตะผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นิพพานัง ปะระมัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นะโมเมสัพพะพุทธานัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นะโมโพธิมุตตะนัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ตัณหังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เมธังกะโล นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สะระนังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ทีปังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โกญฑัญโญ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา มังคะโล นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุมะโน นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เรวะโต นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โสภิโต นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะโนมะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะทุโม นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นาระโท นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะทุมุตตะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุเมโธ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุชาโต นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปิยะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อัตถะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ธัมมะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สิทธัตโถ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ติสโส นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปุสโส นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิปัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สิขี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เวสสะภู นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา กะกุสันโธ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โกนาคะมะโน นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา กัสสะโป นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โคตะโม นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพพุคคะโต อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ วิชชาจะระนะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
โส อิมัง โลกัง สะเทวะวัง สะมาระกัง สะพรัมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ โส ภะคะวา จักขุภูโต ญาณะภูโต ธัมมะภูโต ตัสสะทา ปะวัตตา อัสสะ ชะเนนตา อะมะตัสสะ ทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา ธังมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละ ปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ สาธุ โข ปะนะ ตะถารูปา
(พระคาถาสุนทรีวาณี) (หัวใจพระอาการวัตตาสูตร)
มุนินทะ วะทะนัมพุชะคัพภะ สัมภะวะสุนทะรี ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง
อิติปิโส ภะคะวา ยะมะโลกา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อาโปธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เตโชธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วาโยธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อากาสะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิญญาณะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โลกะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา จักกะวาฬะธาตุ สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา จาตุมหาราชิกา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ตาวะติงสา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ยามา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ตุสิตา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นิมมานะระตี เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา พรัหมะปะริสัชชา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา มหาพรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะริตตาภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อัปปะมาณาภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อาภัสสะรา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะริตตะสุภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อัปปะมาณาสุภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุภะกิณหะกา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะสัญญิสัตตา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เวหัปผะลา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะวิหา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะตัปปา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุทัสสา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุทัสสี พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะกะนิฏฐะกา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิญญานัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญา ยะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โสตาปัตติมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โสตาปัตติผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สะกิทาคามิผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะนาคามิมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะนาคามิผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัตตะมัคโค สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัตตะผะโล สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นิพพานัง ปะระมัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นะโมเมสัพพะพุทธานัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นะโมโพธิมุตตะนัง สัมมาวิชาจะระนะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ตัณหังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เมธังกะโล นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สะระนังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ทีปังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โกญฑัญโญ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา มังคะโล นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุมะโน นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เรวะโต นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โสภิโต นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะโนมะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะทุโม นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา นาระโท นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปะทุมุตตะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุเมโธ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สุชาโต นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปิยะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อัตถะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ธัมมะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สิทธัตโถ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ติสโส นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปุสโส นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิปัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา สิขี นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา เวสสะภู นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา กะกุสันโธ นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โกนาคะมะโน นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา กัสสะโป นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา โคตะโม นามะ ภะคะวา สมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพพุคคะโต อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ วิชชาจะระนะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
โส อิมัง โลกัง สะเทวะวัง สะมาระกัง สะพรัมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ โส ภะคะวา จักขุภูโต ญาณะภูโต ธัมมะภูโต ตัสสะทา ปะวัตตา อัสสะ ชะเนนตา อะมะตัสสะ ทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา ธังมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละ ปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ สาธุ โข ปะนะ ตะถารูปา
(พระคาถาสุนทรีวาณี) (หัวใจพระอาการวัตตาสูตร)
มุนินทะ วะทะนัมพุชะคัพภะ สัมภะวะสุนทะรี ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง
พิธีการแก้ไขกรรม แก้ไขดวง ด้วยตนเอง
อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ให้ทำพิธีในวันพระขึ้น 15 ค่ำ จะดีที่สุด หากไม่ได้ให้ทำในวันที่เราสะดวก หรือวันเกิดของเรา เช่น เกิดวันจันทร์ก็ทำวันจันทร์ แต่งกายให้เหมาะสมตามที่เราพอทำได้ให้สุภาพ ทำด้วยความเคารพจะเห็นผลไว
ทำกลางแจ้งเวลาก่อนเที่ยง
ให้จัดเตรียม
1. พานข้าวตอก(พานใส่ข้าวตอก ข้าวตอกคือเม็ดข้าวเปลือกคั่วให้แตกออก)
2. บายศรีพานพระ 3 ชั้น คือบายศรีสามชั้น 1 พาน
หาไม่ได้ไม่เป็นไร เอาตามกำลังเราอย่าให้เดือดร้อนเพราะทำดี
3. ธูป 30 ดอกสีแดง แทนบารมี 30ทัศ ที่เราทำมา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย
4. เทียน 1 คู่ แทนบูชาพระธรรมที่ให้แสงสว่างทางธรรมแก่สรรพสัตว์
5. ดอกไม้ 5 คู่ สีขาว ใส่บนพาน แทนขันธ์ห้า ของเทพ พรหม และเจ้ากรรมนายเวร ที่มาชุมนุมรับทราบ
6. เงิน 7 บาทขึ้นไป บูชาครูบาอาจารย์ที่ท่านมาสงเคราะห์เรา ใส่ลงบนพานดอกไม้ ในข้อ 5
หาโต๊ะใหม่ๆมาสักอัน ให้เอาไว้ใช้เพื่อการมงคลโดยเฉพาะใช้งานนี้ อย่าเอาไปใช้ที่อื่นที่ไม่เหมาะ จะไม่เป็นมงคล จากนั้นเอาผ้าขาวปู ทำพิธีกลางแจ้ง ของทั้งหมดวางบนโต๊ะ
ต้องทำก่อนเที่ยง ไม่เช่นนั้นเทวดาท่านมีกิจไปที่อื่นหมด
7. น้ำเปล่าใส่ในพานสำริดหรือพานสวยๆ สะอาด บางบนโต๊ะ ถ้ามีเหรียญ หรือยันต์ทำน้ำมนต์ของครูบาอาจารย์ที่เรานับถือ เราก็ใส่ลงไปในน้ำด้วย
เมื่อพร้อมแล้ว ให้สมาทานศีล 5 หรือศีลแปด
จากนั้นนะโมฯ 3 จบเพื่อนอบน้อม พระรัตนตรัย
จากนั้นชุมนุมเทวดา เทวดาและพรหมท่านจะลงมาสงเคราะห์เราในการทำพิธี
สัคเค กาเม จะ รูปเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ
ให้น้อมใจเคารพ เทพพรหมท่านจะมาชุมนุม รับทราบและโมทนากรรมกับเรา
จากนั้นขอขมาพระรัตนตรัย
คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
(ถ้าหลายคนว่า.....ขะมะตุ โน ภันเต, ฯลฯ....
ขะมะตุ โน ภันเต , อุกาสะ ขะมามะ ภันเต ฯ )
หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ
พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้
ก็ดี ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จ-
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ ฯ
จากหนังสือสวดมนต์แปล
วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
ขอขมาพระรัตนตรัยเสร็จขอขมาพ่อแม่และบุพการีทั้งหมดของเรา
ให้ว่าภาษาไทยนี่แหละเข้าใจดี
หากลูกเคยทำผิดประการใดต่อพ่อแม่และบรรพชน บูรพบรรพชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อพ่อแม่ในชาตินี้ หรือพ่อแม่ในชาติที่ผ่านๆมาทั้งหมด ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ลูกขอขมากรรมทั้งหมด ต่อพ่อแม่บรรพชน และบูรพบรรพชนทั้งหมดทุกท่าน
ขอขมาครูบาอาจารย์
หากศิษย์เคยกระทำผิดประการใดต่อครูบาอาจารย์และบูรพาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์บูรพาจารย์ในชาตินี้ หรือทุกๆท่านในชาติที่ผ่านๆมาทั้งหมด ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ศิษย์ขอขมากรรมทั้งหมด ต่อครูบาอาจารย์และบูรพาจารย์ทั้งหมดทุกท่าน
เมื่อเสร็จแล้วให้ขอขมากรรมต่อ เทพและพรหมทั้งหมด
หากข้าพเจ้าเคยกระทำผิดด้วยประการใดอันเป็นการล่วงเกินต่อ เทพ ทุกพระองค์ พรหมทุกพระองค์ ไม่ว่าจะทำผิดในชาติก่อนทุกชาติที่ผ่านมา และในชาตินี้ ไม่ว่าจะตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ดี ขอทุกพระองค์ท่านได้โปรดอดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าขอขมากรรมต่อพระองค์ท่านทุกพระองค์
จากนั้นให้เราอธิษฐานจิตขอขมากรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหมด เพื่อเขาจะได้ลดโทษ หรืออโหสิกรรมให้เราทั้งหมด
ตั้งจิตอธิษฐานโดย
ขออาราธนาคุณแห่งพระรัตนตรัย พระบรมมหาจักพรรดิ์ทุกๆพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ เทพ พรหม ตลอดทั้งผู้มีพระคุณทุกท่าน พระยายมราช และพระแม่ธรณี ได้โปรด ช่วยเป็นสักขีพยาน และนำสัจจะวาจาของข้าพเจ้า (นาย,นาง ,นาวสาว)............................................................... ไปส่งถึงเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหมด จากนั้นกล่าววาจาให้สำรวม โดยกล่าวว่า หากใครเคยล่วงเกินเรา เราขอยกโทษให้ทั้งหมด และหากเราเคยล่วงเกินใคร ท่านผู้ใด เราขออโหสิกรรมจากท่านทั้งหมด ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วย หากท่านยังโกรธแค้น ก็ขอให้ลงโทษสถานเบา จากเบาจงเป็นศูนย์ เราขอโอกาสทำดี ใช้หนี้กรรมให้ท่าน
หากท่านทำให้เราทำกุศลต่อไม่ได้ ท่านจะไม่เกิดประโยชน์ ได้แต่แก้แค้น แต่ไม่ได้กุศลประการใด เราขอโอกาสทำดี และจากนี้จะขอทำตนเป็นคนดีใฝ่ดีตลอดไป โปรดอโหสิ....
จากนั้นให้ขอพรทุกท่านทุกพระองค์ โดยอธิษฐานว่า
ลูกขอ อาราธนาพระอานุภาพ
แห่งพระรัตนตรัย อันประกอบไปด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมแห่งพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยะสงฆ์ทุกๆพระองค์ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ และขอบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ โดยมี............เช่น...(หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค,หลวงปู่ทวด วัดช้างให้,หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ครูบาเจ้าศรีวิชัย โพธิสัตว์กวนอิม พระกษิติโพธิสัตว์คือเราศรัทธาองค์ไหน ขอบารมีท่าน)โดยมีพระศรีอาริยเมตรไตรยเป็นประธานเป็นที่สุด
อีกทั้งบารมีแห่งสมเด็จพระบรมมหาจักพรรดิ์ทุกๆพระองค์ เทพ เทพนารี ทุกๆพระองค์ พรหมทุกๆพระองค์ ตลอดทั้งครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมา อีกทั้งท่านผู้มีพระคุณทุกท่าน ทุกพระองค์ได้โปรดปราสาทพรให้ลูก จงมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข มีความสุขกายสุขใจ ขอให้ถึงพระนิพพาน หากยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใดขอนับจากวันนี้จงมีแต่ความคล่องตัวในทุกด้านทั้งทางโลกและทางธรรม
แล้วอธิษฐานพ่วงสุดท้ายคือ ลูกขอตั้งใจทำดี เพื่อผลความดีให้ลูกถึงพระนิพพานสิ้นทุกข์ หากยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ขอให้นับตั้งแต่กาลนี้ไปจงมีแต่ความคล่องตัวทุกๆด้าน ปรารถนาสิ่งใดเป็นพิเศษก็อธิษฐานเอา.......ขอให้เจอคู่แท้ ลูกไม่มีก็ขอท่านเอา ขาดสิ่งไหนขอเอา ลูกที่มาจะเกิดจะเป็นเทพมีบุญญาธิการหนุนพ่อหนุนแม่
ให้อธิษฐานโดยการเปล่งวาจาดังๆด้วย
หากข้าพเจ้ามีคู่ครองที่ติดตามมา แต่อยู่กันคนละภพชาติ ขอให้เราเป็นอิสระต่อกัน ขอยกเลิกกฏสัญญาต่อกัน หากเคยล่วงเกินกันข้าพเจ้าขอขมากรรมจากท่าน หากท่านถูกข้าพเจ้าล่วงเกินข้าพเจ้าก็ขออภัย ข้าพเจ้าขอมีคู่เป็นมนุษย์ปรกติ ขอมีคู่ที่ดีคู่แท้ คู่บารมี คู่สร้างความดี หากท่านยังรักและหวังดีขอให้รักอย่างสัมมาทิฐิช่วยข้าพเจ้าให้พ้นทุกข์ทั้งมวล
ท้ายสุดขอพรทุกๆพระองค์ท่าน คือให้ทุกพระองค์ทำน้ำมนต์ทิพย์ให้
"ขอให้น้ำในขันสำริดมีอานุภาพด้านมงคลทุกประการเทอญ"
น้ำในขันสำริดเป็นน้ำมีอานุภาพ ถ้าป่วยหรือรู้สึกว่าไม่ดี ใบหน้าหมองๆ โดนของ โดนผีทำ ให้ตักน้ำยกขึ้นสาธุใส่หัว แล้วดื่มสักแก้ว ที่เหลือนำไปประพรมตามสถานที่ต่างๆให้ทั่วๆ หรือดื่มเพื่อหนุนธาตุเพิ่มสิริมงคล
ก่อนพรมน้ำทิพย์มนต์นี้ บอกไปดังๆ ใครไม่ถูกกับน้ำมนต์หนีไปก่อนเน้อ เราจะทำสิ่งมงคลในบ้านเรา จากนั้นพรมไปเลย หากผีปีศาจตนไหน อสุรกายตนไหน ดื้อด้าน จะโดนจัดการ น้ำนี้เทพพรหมทั้งหมดช่วยสงเคราะห์เรา มารที่ไหรกล้าหือ เจอดี จะเจอลูกศิษย์ท้าวเวสสุวรรณเพ่นกบาลเอา เราดื่มลงไปสักแก้ว โรคที่เป็นจะทุเลา ของไม่ดีที่แฝงในเราจะถูกขับออก บางคนจะอาเจียน บ้างจะเป็นของแปลกๆ
เมื่อทำครบแล้ว อย่าลืมนะครับ ตั้งใจแล้วกล่าวดังๆไปเลย บุญใดลูกได้ทำแล้ว ขอถวายบูชาพระรัตนตรัย และท่านผู้มีพระคุณทุกท่าน ทุกพระองค์ที่มาชุมนุมกันแล้ว ณ โอกาสนี้ จากนั้นก็ส่งพระองค์ท่านทุกพระองค์กลับ
"บัดนี้เสร็จพิธีแล้ว ตามอัธยาศัยเถิดพระเจ้าข้า"
หัวหน้าเทวดา หรือองค์ที่ถูกชะตากับเราเป็นพิเศษ ท่านจะตามดูแลช่วยเหลือกิจต่างๆของเราตลอดครับ จะเห็นว่าชีวิตจะดีขึ้นอย่างมาก ภายในไม่กี่เดือน เมื่อมีเหตุอะไรไม่ดี ท่านจะมาบอกมาเตือน อย่าลืมทำบุญอุทิศถึงท่านบ้าง
จากนี้ไปก็ให้ตั้งใจทำดี ไปเรื่อยๆ ทั้งทานศีล ภาวนา ตั้งใจเพื่อพระนิพพาน
ขอให้ญาติธรรมทุกท่าน ที่ใฝ่ดี แต่ยังมีทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์ ก็ขอให้พ้นทุกข์กันทุกๆท่าน
ทำกลางแจ้งเวลาก่อนเที่ยง
ให้จัดเตรียม
1. พานข้าวตอก(พานใส่ข้าวตอก ข้าวตอกคือเม็ดข้าวเปลือกคั่วให้แตกออก)
2. บายศรีพานพระ 3 ชั้น คือบายศรีสามชั้น 1 พาน
หาไม่ได้ไม่เป็นไร เอาตามกำลังเราอย่าให้เดือดร้อนเพราะทำดี
3. ธูป 30 ดอกสีแดง แทนบารมี 30ทัศ ที่เราทำมา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย
4. เทียน 1 คู่ แทนบูชาพระธรรมที่ให้แสงสว่างทางธรรมแก่สรรพสัตว์
5. ดอกไม้ 5 คู่ สีขาว ใส่บนพาน แทนขันธ์ห้า ของเทพ พรหม และเจ้ากรรมนายเวร ที่มาชุมนุมรับทราบ
6. เงิน 7 บาทขึ้นไป บูชาครูบาอาจารย์ที่ท่านมาสงเคราะห์เรา ใส่ลงบนพานดอกไม้ ในข้อ 5
หาโต๊ะใหม่ๆมาสักอัน ให้เอาไว้ใช้เพื่อการมงคลโดยเฉพาะใช้งานนี้ อย่าเอาไปใช้ที่อื่นที่ไม่เหมาะ จะไม่เป็นมงคล จากนั้นเอาผ้าขาวปู ทำพิธีกลางแจ้ง ของทั้งหมดวางบนโต๊ะ
ต้องทำก่อนเที่ยง ไม่เช่นนั้นเทวดาท่านมีกิจไปที่อื่นหมด
7. น้ำเปล่าใส่ในพานสำริดหรือพานสวยๆ สะอาด บางบนโต๊ะ ถ้ามีเหรียญ หรือยันต์ทำน้ำมนต์ของครูบาอาจารย์ที่เรานับถือ เราก็ใส่ลงไปในน้ำด้วย
เมื่อพร้อมแล้ว ให้สมาทานศีล 5 หรือศีลแปด
จากนั้นนะโมฯ 3 จบเพื่อนอบน้อม พระรัตนตรัย
จากนั้นชุมนุมเทวดา เทวดาและพรหมท่านจะลงมาสงเคราะห์เราในการทำพิธี
สัคเค กาเม จะ รูปเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ
ให้น้อมใจเคารพ เทพพรหมท่านจะมาชุมนุม รับทราบและโมทนากรรมกับเรา
จากนั้นขอขมาพระรัตนตรัย
คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
(ถ้าหลายคนว่า.....ขะมะตุ โน ภันเต, ฯลฯ....
ขะมะตุ โน ภันเต , อุกาสะ ขะมามะ ภันเต ฯ )
หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ
พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้
ก็ดี ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จ-
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ ฯ
จากหนังสือสวดมนต์แปล
วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
ขอขมาพระรัตนตรัยเสร็จขอขมาพ่อแม่และบุพการีทั้งหมดของเรา
ให้ว่าภาษาไทยนี่แหละเข้าใจดี
หากลูกเคยทำผิดประการใดต่อพ่อแม่และบรรพชน บูรพบรรพชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อพ่อแม่ในชาตินี้ หรือพ่อแม่ในชาติที่ผ่านๆมาทั้งหมด ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ลูกขอขมากรรมทั้งหมด ต่อพ่อแม่บรรพชน และบูรพบรรพชนทั้งหมดทุกท่าน
ขอขมาครูบาอาจารย์
หากศิษย์เคยกระทำผิดประการใดต่อครูบาอาจารย์และบูรพาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์บูรพาจารย์ในชาตินี้ หรือทุกๆท่านในชาติที่ผ่านๆมาทั้งหมด ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ศิษย์ขอขมากรรมทั้งหมด ต่อครูบาอาจารย์และบูรพาจารย์ทั้งหมดทุกท่าน
เมื่อเสร็จแล้วให้ขอขมากรรมต่อ เทพและพรหมทั้งหมด
หากข้าพเจ้าเคยกระทำผิดด้วยประการใดอันเป็นการล่วงเกินต่อ เทพ ทุกพระองค์ พรหมทุกพระองค์ ไม่ว่าจะทำผิดในชาติก่อนทุกชาติที่ผ่านมา และในชาตินี้ ไม่ว่าจะตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ดี ขอทุกพระองค์ท่านได้โปรดอดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าขอขมากรรมต่อพระองค์ท่านทุกพระองค์
จากนั้นให้เราอธิษฐานจิตขอขมากรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหมด เพื่อเขาจะได้ลดโทษ หรืออโหสิกรรมให้เราทั้งหมด
ตั้งจิตอธิษฐานโดย
ขออาราธนาคุณแห่งพระรัตนตรัย พระบรมมหาจักพรรดิ์ทุกๆพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ เทพ พรหม ตลอดทั้งผู้มีพระคุณทุกท่าน พระยายมราช และพระแม่ธรณี ได้โปรด ช่วยเป็นสักขีพยาน และนำสัจจะวาจาของข้าพเจ้า (นาย,นาง ,นาวสาว)............................................................... ไปส่งถึงเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหมด จากนั้นกล่าววาจาให้สำรวม โดยกล่าวว่า หากใครเคยล่วงเกินเรา เราขอยกโทษให้ทั้งหมด และหากเราเคยล่วงเกินใคร ท่านผู้ใด เราขออโหสิกรรมจากท่านทั้งหมด ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วย หากท่านยังโกรธแค้น ก็ขอให้ลงโทษสถานเบา จากเบาจงเป็นศูนย์ เราขอโอกาสทำดี ใช้หนี้กรรมให้ท่าน
หากท่านทำให้เราทำกุศลต่อไม่ได้ ท่านจะไม่เกิดประโยชน์ ได้แต่แก้แค้น แต่ไม่ได้กุศลประการใด เราขอโอกาสทำดี และจากนี้จะขอทำตนเป็นคนดีใฝ่ดีตลอดไป โปรดอโหสิ....
จากนั้นให้ขอพรทุกท่านทุกพระองค์ โดยอธิษฐานว่า
ลูกขอ อาราธนาพระอานุภาพ
แห่งพระรัตนตรัย อันประกอบไปด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมแห่งพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยะสงฆ์ทุกๆพระองค์ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ และขอบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ โดยมี............เช่น...(หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค,หลวงปู่ทวด วัดช้างให้,หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ครูบาเจ้าศรีวิชัย โพธิสัตว์กวนอิม พระกษิติโพธิสัตว์คือเราศรัทธาองค์ไหน ขอบารมีท่าน)โดยมีพระศรีอาริยเมตรไตรยเป็นประธานเป็นที่สุด
อีกทั้งบารมีแห่งสมเด็จพระบรมมหาจักพรรดิ์ทุกๆพระองค์ เทพ เทพนารี ทุกๆพระองค์ พรหมทุกๆพระองค์ ตลอดทั้งครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมา อีกทั้งท่านผู้มีพระคุณทุกท่าน ทุกพระองค์ได้โปรดปราสาทพรให้ลูก จงมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข มีความสุขกายสุขใจ ขอให้ถึงพระนิพพาน หากยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใดขอนับจากวันนี้จงมีแต่ความคล่องตัวในทุกด้านทั้งทางโลกและทางธรรม
แล้วอธิษฐานพ่วงสุดท้ายคือ ลูกขอตั้งใจทำดี เพื่อผลความดีให้ลูกถึงพระนิพพานสิ้นทุกข์ หากยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ขอให้นับตั้งแต่กาลนี้ไปจงมีแต่ความคล่องตัวทุกๆด้าน ปรารถนาสิ่งใดเป็นพิเศษก็อธิษฐานเอา.......ขอให้เจอคู่แท้ ลูกไม่มีก็ขอท่านเอา ขาดสิ่งไหนขอเอา ลูกที่มาจะเกิดจะเป็นเทพมีบุญญาธิการหนุนพ่อหนุนแม่
ให้อธิษฐานโดยการเปล่งวาจาดังๆด้วย
หากข้าพเจ้ามีคู่ครองที่ติดตามมา แต่อยู่กันคนละภพชาติ ขอให้เราเป็นอิสระต่อกัน ขอยกเลิกกฏสัญญาต่อกัน หากเคยล่วงเกินกันข้าพเจ้าขอขมากรรมจากท่าน หากท่านถูกข้าพเจ้าล่วงเกินข้าพเจ้าก็ขออภัย ข้าพเจ้าขอมีคู่เป็นมนุษย์ปรกติ ขอมีคู่ที่ดีคู่แท้ คู่บารมี คู่สร้างความดี หากท่านยังรักและหวังดีขอให้รักอย่างสัมมาทิฐิช่วยข้าพเจ้าให้พ้นทุกข์ทั้งมวล
ท้ายสุดขอพรทุกๆพระองค์ท่าน คือให้ทุกพระองค์ทำน้ำมนต์ทิพย์ให้
"ขอให้น้ำในขันสำริดมีอานุภาพด้านมงคลทุกประการเทอญ"
น้ำในขันสำริดเป็นน้ำมีอานุภาพ ถ้าป่วยหรือรู้สึกว่าไม่ดี ใบหน้าหมองๆ โดนของ โดนผีทำ ให้ตักน้ำยกขึ้นสาธุใส่หัว แล้วดื่มสักแก้ว ที่เหลือนำไปประพรมตามสถานที่ต่างๆให้ทั่วๆ หรือดื่มเพื่อหนุนธาตุเพิ่มสิริมงคล
ก่อนพรมน้ำทิพย์มนต์นี้ บอกไปดังๆ ใครไม่ถูกกับน้ำมนต์หนีไปก่อนเน้อ เราจะทำสิ่งมงคลในบ้านเรา จากนั้นพรมไปเลย หากผีปีศาจตนไหน อสุรกายตนไหน ดื้อด้าน จะโดนจัดการ น้ำนี้เทพพรหมทั้งหมดช่วยสงเคราะห์เรา มารที่ไหรกล้าหือ เจอดี จะเจอลูกศิษย์ท้าวเวสสุวรรณเพ่นกบาลเอา เราดื่มลงไปสักแก้ว โรคที่เป็นจะทุเลา ของไม่ดีที่แฝงในเราจะถูกขับออก บางคนจะอาเจียน บ้างจะเป็นของแปลกๆ
เมื่อทำครบแล้ว อย่าลืมนะครับ ตั้งใจแล้วกล่าวดังๆไปเลย บุญใดลูกได้ทำแล้ว ขอถวายบูชาพระรัตนตรัย และท่านผู้มีพระคุณทุกท่าน ทุกพระองค์ที่มาชุมนุมกันแล้ว ณ โอกาสนี้ จากนั้นก็ส่งพระองค์ท่านทุกพระองค์กลับ
"บัดนี้เสร็จพิธีแล้ว ตามอัธยาศัยเถิดพระเจ้าข้า"
หัวหน้าเทวดา หรือองค์ที่ถูกชะตากับเราเป็นพิเศษ ท่านจะตามดูแลช่วยเหลือกิจต่างๆของเราตลอดครับ จะเห็นว่าชีวิตจะดีขึ้นอย่างมาก ภายในไม่กี่เดือน เมื่อมีเหตุอะไรไม่ดี ท่านจะมาบอกมาเตือน อย่าลืมทำบุญอุทิศถึงท่านบ้าง
จากนี้ไปก็ให้ตั้งใจทำดี ไปเรื่อยๆ ทั้งทานศีล ภาวนา ตั้งใจเพื่อพระนิพพาน
ขอให้ญาติธรรมทุกท่าน ที่ใฝ่ดี แต่ยังมีทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์ ก็ขอให้พ้นทุกข์กันทุกๆท่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ป้ายกำกับ
- 2504 (1)
ป้ายกำกับ
- 2504 (1)
เกี่ยวกับฉัน
คลังบทความของบล็อก
-
▼
2012
(3)
- ▼ กุมภาพันธ์ 2012 (3)
-
►
2010
(9)
- ► ธันวาคม 2010 (2)
- ► พฤษภาคม 2010 (1)
- ► เมษายน 2010 (1)
-
►
2009
(11)
- ► พฤศจิกายน 2009 (1)
- ► ตุลาคม 2009 (2)
- ► มิถุนายน 2009 (1)
- ► พฤษภาคม 2009 (1)
