ขั้นตอนของการเดินจงกรม
๑. กำหนดเส้นทางจงกรม
๒. ยืนตรงจุดเริ่มต้นทางเดินจงกรม พนมมือระหว่างอกแล้ว หลับตากล่าว คำอธิษฐานเดินจงกรม ว่า
" เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา "
ขอให้ใจของข้าพเจ้าาจงสงบเป็นสมาธิ
ยกมือที่พนมสูงขึ้นระหว่างคิ้ว กล่าวในใจว่า "สาธุ"
๓. เอามือลง ใช้มือขวาจับมือซ้าย ห้อยมือพอสบายไม่เกร็ง
๔. กำหนดจิตไว้ที่หน้าผาก ไม่ต้องหลับตา ตามองทางเดินจงกรมไกลว่าตัวประมาณ ๑.๕ - ๒ เมตร
๕. เริ่มบริกรรมคำว่า " พุทโธ ๆ " อยู่ในใจ พร้อมก้าวเท้าขวาเดินตามด้วยเท้าซ้าย ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เดินในลักษณะเดินปกติ
๖. เมื่อเดินสุดทางจงกรม ให้ค่อย ๆ หมุนตัวกลับทางขวา ยืนทรงตัวตรง แล้วจึงเริ่มก้าวด้วยเท้าขวาเหมือนตอนเริ่มต้น
๗. เมื่อครบตามเวลาทำกำหนด ให้ยืนตรงจุดเริ่มต้นเดิน พนมมือระหว่างอก กล่าวในใจว่า
" สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ "
ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด
แล้วยกมือที่พนมขึ้นระหว่างคิ้วแล้วกล่าวในใจว่า " สาธุ " เป็นอันจบพิธีการเดินจงกรม
วิธีนั่งสมาธิ
นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายตรง ยกมือพนมระหว่างอก กล่าวคำอธิษฐานสมาธิ
" ข้าพเจ้า ระลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดา มารดา คุณครูบาอาจารย์ จงมาดลบันดาล ให้เจ้าของข้าพเจ้า จงรวมลงเป็นสมาธิ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ... พุทโธ ธัมโม สังโฆ ... พุทโธ ธัมโม สังโฆ ... พุทโธ ๆ ๆ
เอามือลง วางบนตัก มือขวาทับมือซ้าย หลับตาเบา ๆ บริกรรม พุทโธ ๆ ๆ ........ ในใจจนกว่าจะเลิก ตามเวลาที่กำหนด
หลังจากนั้นให้ตั้งใจสวดแผ่เมตตาพิเศษ ดังนี้
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ, อะเวรา สุขะชีวิโน
ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่มีเวรต่อกันและกัน จงเป็นผู้ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด
กะตัง ปุญญัง ผะลัง มัยหัง, สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต
ขอให้สัตว์ทั้งสิ้นนั้น จงเป็นผู้มีส่วนได้เสวยผลบุญ อันที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนั้นเทอญ
วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554
มรรค 8
มรรคมีองค์ ๘ หรือ อัฏฐังคิกมรรค อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ
the noble Eightfold Path);
องค์ ๘ ของมรรค มัคคังคะ factors or constituents of the Path มีดังนี้
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ได้แก่
ความรู้อริยสัจ ๔ หรือ
เห็นไตรลักษณ์ หรือ
รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ
เห็นปฏิจจสมุปบาท
Right View; Right Understanding)
อริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ
The Four Noble Truths
๑. ทุกข์ ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
suffering; unsatisfactoriness
๒. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
the cause of suffering; origin of suffering
๓. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกต้อง ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือนิพพาน
the cessation of suffering; extinction of suffering
๔. ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
the path leading to the cessation of suffering
อริยสัจ ๔ นี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การแสดงอริยสัจ ๔ นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามุกกังสิกา ธรรมเทศนา (เช่น องฺ.อฏฺก.๒๓/๑๐๒/๑๙๐) แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงหยิบยกขึ้นถือเอาไว้ด้วยพระองค์เอง คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (= ตรัสรู้เอง) ไม่สาธารณะแก่ผู้อื่น (แต่ตามที่อธิบายกันมา มักแปลว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไม่ต้องปรารภคำถามหรือการทูลขอร้องของผู้ฟัง อย่างการแสดงธรรมเรื่องอื่นๆ; ความจริง จะแปลว่า พระธรรมเทศนาขั้นสุดยอดก็ได้ ซึ่งสมกับเป็นเรื่องที่ทรงแสดงท้ายสุดต่อจาก อนุปุพพิกถา ๕ คำแปลอย่างหลังนี้ พึงเทียบ องฺ.ทสก.๒๔/๙๕/๒๐๘)
๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป — Right Thought) ดู (๖๘) กุศลวิตก ๓
๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ — Right Speech)
๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ — Right Action)
๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Right Livelihood)
๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔ — Right Effort)
๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ — Right Mindfulness)
๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ — Right Concentration)
องค์ ๘ ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ ๓ ข้อต้น คือ ข้อ ๓-๔-๕ เป็น ศีล ข้อ ๖-๗-๘ เป็น สมาธิ ข้อ ๑-๒ เป็น ปัญญา ดู (๑๒๓) สิกขา ๓; (๑๙๗) อริยสัจ ๔; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด
มรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ดู (๑๕) ที่สุด ๒
อัฏฐกะ-หมวด ๘
Groups of Eight
(including related groups)
(***) ฌาน ๘ ดู (๑๐) ฌาน ๘.
(๒๗๘) มรรคมีองค์ ๘ หรือ อัฏฐังคิกมรรค (เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ — the noble Eightfold Path); องค์ ๘ ของมรรค (มัคคังคะ — factors or constituents of the Path) มีดังนี้
๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท — Right View; Right Understanding)
๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป — Right Thought) ดู (๖๘) กุศลวิตก ๓
๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ — Right Speech)
๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ — Right Action)
๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Right Livelihood)
๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔ — Right Effort)
๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ — Right Mindfulness)
๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ — Right Concentration)
องค์ ๘ ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ ๓ ข้อต้น คือ ข้อ ๓-๔-๕ เป็น ศีล ข้อ ๖-๗-๘ เป็น สมาธิ ข้อ ๑-๒ เป็น ปัญญา ดู (๑๒๓) สิกขา ๓; (๑๙๗) อริยสัจ ๔; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด
มรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ดู (๑๕) ที่สุด ๒
ขออนุญาตและขออนุโมทนาบุญกับท่านเจ้าคุณประยุกต์ ปยุตโต
the noble Eightfold Path);
องค์ ๘ ของมรรค มัคคังคะ factors or constituents of the Path มีดังนี้
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ได้แก่
ความรู้อริยสัจ ๔ หรือ
เห็นไตรลักษณ์ หรือ
รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ
เห็นปฏิจจสมุปบาท
Right View; Right Understanding)
อริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ
The Four Noble Truths
๑. ทุกข์ ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
suffering; unsatisfactoriness
๒. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
the cause of suffering; origin of suffering
๓. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกต้อง ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือนิพพาน
the cessation of suffering; extinction of suffering
๔. ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
the path leading to the cessation of suffering
อริยสัจ ๔ นี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การแสดงอริยสัจ ๔ นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามุกกังสิกา ธรรมเทศนา (เช่น องฺ.อฏฺก.๒๓/๑๐๒/๑๙๐) แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงหยิบยกขึ้นถือเอาไว้ด้วยพระองค์เอง คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (= ตรัสรู้เอง) ไม่สาธารณะแก่ผู้อื่น (แต่ตามที่อธิบายกันมา มักแปลว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไม่ต้องปรารภคำถามหรือการทูลขอร้องของผู้ฟัง อย่างการแสดงธรรมเรื่องอื่นๆ; ความจริง จะแปลว่า พระธรรมเทศนาขั้นสุดยอดก็ได้ ซึ่งสมกับเป็นเรื่องที่ทรงแสดงท้ายสุดต่อจาก อนุปุพพิกถา ๕ คำแปลอย่างหลังนี้ พึงเทียบ องฺ.ทสก.๒๔/๙๕/๒๐๘)
๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป — Right Thought) ดู (๖๘) กุศลวิตก ๓
๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ — Right Speech)
๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ — Right Action)
๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Right Livelihood)
๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔ — Right Effort)
๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ — Right Mindfulness)
๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ — Right Concentration)
องค์ ๘ ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ ๓ ข้อต้น คือ ข้อ ๓-๔-๕ เป็น ศีล ข้อ ๖-๗-๘ เป็น สมาธิ ข้อ ๑-๒ เป็น ปัญญา ดู (๑๒๓) สิกขา ๓; (๑๙๗) อริยสัจ ๔; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด
มรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ดู (๑๕) ที่สุด ๒
อัฏฐกะ-หมวด ๘
Groups of Eight
(including related groups)
(***) ฌาน ๘ ดู (๑๐) ฌาน ๘.
(๒๗๘) มรรคมีองค์ ๘ หรือ อัฏฐังคิกมรรค (เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ — the noble Eightfold Path); องค์ ๘ ของมรรค (มัคคังคะ — factors or constituents of the Path) มีดังนี้
๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท — Right View; Right Understanding)
๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป — Right Thought) ดู (๖๘) กุศลวิตก ๓
๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ — Right Speech)
๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ — Right Action)
๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Right Livelihood)
๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔ — Right Effort)
๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ — Right Mindfulness)
๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ — Right Concentration)
องค์ ๘ ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ ๓ ข้อต้น คือ ข้อ ๓-๔-๕ เป็น ศีล ข้อ ๖-๗-๘ เป็น สมาธิ ข้อ ๑-๒ เป็น ปัญญา ดู (๑๒๓) สิกขา ๓; (๑๙๗) อริยสัจ ๔; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด
มรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ดู (๑๕) ที่สุด ๒
ขออนุญาตและขออนุโมทนาบุญกับท่านเจ้าคุณประยุกต์ ปยุตโต
วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554
พระอาการวัตตสูตร 5 วรรค
พระอาการวัตตาสูตรที่จริงมี 5 วรรคแม้แต่ใน 17 บทในบทอานิสงส์ ก็ยังบอกว่ามี 5 วรรค ทุกวันนี้หาต้นฉบับยาก มีแต่คณาจารย์ แต่เพิ่มขึ้นมาเท็จจริงประการใดขออภัยไว้ด้วยนะครับ
พระอาการวัตตาสูตร
๑.อิติปิโส ภควา ทานปารมี ทานอุปปารมี ทานคตัสสริยะ สัมปันโน โส ภควา สมติงสปารมีโย ปุโต โส ภควา น ตัสส ภควโต อรหันตา สัมมาสัมพุทธัสส
อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ อันนี้ชื่อว่า นะวะหะ
คุณวรรคที่ ๑
๒.อิติปิโส ภควา อุเปกขาปรมัตถปารมีโย โส ภควา อุเปกขาปรมัตถปารมีโย โส เทโส อนันตาทิคุโณ โส ภควา อิติปิโส ปมาทัสส พลาพโล ปัญญาปัญญัง
โส ภควา พลังพลา ปัญญังปัญญา ภาวนา เตชัง เตชา ทุปัญญัง ปัญญา สีลัญจ คุณะคุณัง จ โหตุ ปัจจโย โส ภควา สัมปัณโน อิติปิโส อุตตมัง อุตตมา มหา
ทสพลังพลา ปัญญังปัญญา เตชังเตชา ปุญญัง ปุญญา สีลัญจ คุณะคุณัง จโหตุ ปัจจโย โส ภควา สัมปันโน โส ภควา อิติปิ สุขุมัง สุขุมา มหาทสพลังพลา
ปัญญังปัญญา เตชังเตชา ปุญญัง ปุญญา สีลัญจ คุณะคุณัง จโหตุ ปัจจโย สัมปันโน โส ภควา อิติปิ สุขุมัง สุขุมา มหาทสพลังพลา ปัญญังปัญญา สีลัญจ คุ
ณะคุณัง จโหตุ ปัจจโย สัมปันโน โส ภควา อิติปิ พุทธัสสะ สัมพุทโธ มหาทสพลังพลา มุนีมุนา มหาคุณังคุณา ราชังปัญญาสีลัญจ คุณังวทัมมัง อภินิทารสัม
ปันโน อิติปิโส ภควา อัตถชยสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปณิธานะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ยนสัมปันโน อิติปิโส ภควา โยคะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปัพพะโย
คะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ยุตตะสัมปันโน ยุตติสัมปันโน อิติปิโส ภควา โชติสัมปันโน อิติปิโส ภควา โอคัณฑะสัมปันโน อิติปิโส ภควา กัมพินิสัมปันโน
อิติปิโส ภควาติฯ อันนี้ชื่อว่า ภังคนิวันตา วรรคที่ ๒
๓.อิติปิโส ภควา อะหะรังสัมปันโน อิติปิโส ภควา คัพภวุตถานัง สัมปันโน อิติปิโส ภควา กัมพิชาติ สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมปุกุสลสัมปันโน อิติปิโส
ภควา อรหสัมปันโน อิติปิโส ภควา ตะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปริวาระสัมปันโน อิติปิโส ภควา นิอิมสมปุปัพพชายสัมปันโน อิติปิโส ภควา อภิสัมโพธิสัม
ปันโน อิปิโส ภควา ฯอันนี้ชื่อว่า ปริสัตตวันวรรคที่ ๓
๔.อิติปิโส ภควา สัมมาทิสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปัญญาสโน อิติปิโส ภควา วิมุติสัมปันโน อิติปิโส ภควา วิมุติยาสัมปันโน อิติปิโส ภควา อภิคุณสัมปันโน อิ
ติปิโส ภควา สังขารักขันโธ อนิจจังลักขณสัมปันโน อิติปิโส ภควา รูปักขันธา อนัตตา ลักขณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา เวทนาขันธา อนัตตาลักขณปาร
มีสัมปันโน อิติปิโส ภควา สังขารักขันธา อนัตตาลักขณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา ฯอันนี้ชื่อว่าปารสีตวรรคที่ ๔
๕.อิติปิโส ภควา ทานปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควาอภิญญาปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สติยาระปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สมิทานปารมีสัมปันโน
อิติปิโส ภควา สัมพิทาปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมปมาญาณ ปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควา วิมุตติปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควา ทวัตติงสมหาปุริ
สลักขณสัมปันโน อิติปิโส ภควา อสีติพลปัญญา ลักขณสัมปันโน อิติปิโส ภควา ทานปารมี อิติปิโส ภควา ทานอุปปารมี อิติปิโส ภควา ทานปรมัตถปารมี
สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัจจปารมี อิติปิโส ภควา สัจจอุปปารมี อิติปิโส ภควา สัจจปรมัตถปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา เมตตาปารมี อิติปิโส ภควา
เมตตาอุปปารมี อิติปิโส ภควา เมตตาปรมัตถปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อุเปกขาปารมี อิติปิโส ภควา อุเปกขาอุปปารมี อิติปิโส ภควา อุเปกขาปรมัตถ
ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมมุติ ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา นิรุตติ ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมพิทาญาณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อิ
ติปฏิพิทาญาณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา ปัตตติสวารโพธิปักขยา ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา โสตถานปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อันยปารมี
สัมปันโน อิติปิโส ภควา อปรยตน ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัพพัญญาณ ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ น อุตัง สหเทสิถิตังฯ
อันนี้ชื่อว่า ปารมีทัตตวรรค ที่ ๕
อานิสงส์
ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎบรรพตคีรี ใกล้ราชธานีราชคฤห์มหานคร ในสมัยครั้งนั้นพระสารีบุตรพุทธสาวก เข้า
ไปสู่ที่เฝ้าถวายอภิวาทโดยเคารพแล้วนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่งเล็กแลดูสหธัมมิกสัตว์ทั้งหลาย ก็เกิดปริวิตกในใจคิดถึงกาลต่อไปภายหน้าว่า
พระอาการวัตตาสูตร
๑.อิติปิโส ภควา ทานปารมี ทานอุปปารมี ทานคตัสสริยะ สัมปันโน โส ภควา สมติงสปารมีโย ปุโต โส ภควา น ตัสส ภควโต อรหันตา สัมมาสัมพุทธัสส
อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ อันนี้ชื่อว่า นะวะหะ
คุณวรรคที่ ๑
๒.อิติปิโส ภควา อุเปกขาปรมัตถปารมีโย โส ภควา อุเปกขาปรมัตถปารมีโย โส เทโส อนันตาทิคุโณ โส ภควา อิติปิโส ปมาทัสส พลาพโล ปัญญาปัญญัง
โส ภควา พลังพลา ปัญญังปัญญา ภาวนา เตชัง เตชา ทุปัญญัง ปัญญา สีลัญจ คุณะคุณัง จ โหตุ ปัจจโย โส ภควา สัมปัณโน อิติปิโส อุตตมัง อุตตมา มหา
ทสพลังพลา ปัญญังปัญญา เตชังเตชา ปุญญัง ปุญญา สีลัญจ คุณะคุณัง จโหตุ ปัจจโย โส ภควา สัมปันโน โส ภควา อิติปิ สุขุมัง สุขุมา มหาทสพลังพลา
ปัญญังปัญญา เตชังเตชา ปุญญัง ปุญญา สีลัญจ คุณะคุณัง จโหตุ ปัจจโย สัมปันโน โส ภควา อิติปิ สุขุมัง สุขุมา มหาทสพลังพลา ปัญญังปัญญา สีลัญจ คุ
ณะคุณัง จโหตุ ปัจจโย สัมปันโน โส ภควา อิติปิ พุทธัสสะ สัมพุทโธ มหาทสพลังพลา มุนีมุนา มหาคุณังคุณา ราชังปัญญาสีลัญจ คุณังวทัมมัง อภินิทารสัม
ปันโน อิติปิโส ภควา อัตถชยสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปณิธานะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ยนสัมปันโน อิติปิโส ภควา โยคะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปัพพะโย
คะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ยุตตะสัมปันโน ยุตติสัมปันโน อิติปิโส ภควา โชติสัมปันโน อิติปิโส ภควา โอคัณฑะสัมปันโน อิติปิโส ภควา กัมพินิสัมปันโน
อิติปิโส ภควาติฯ อันนี้ชื่อว่า ภังคนิวันตา วรรคที่ ๒
๓.อิติปิโส ภควา อะหะรังสัมปันโน อิติปิโส ภควา คัพภวุตถานัง สัมปันโน อิติปิโส ภควา กัมพิชาติ สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมปุกุสลสัมปันโน อิติปิโส
ภควา อรหสัมปันโน อิติปิโส ภควา ตะสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปริวาระสัมปันโน อิติปิโส ภควา นิอิมสมปุปัพพชายสัมปันโน อิติปิโส ภควา อภิสัมโพธิสัม
ปันโน อิปิโส ภควา ฯอันนี้ชื่อว่า ปริสัตตวันวรรคที่ ๓
๔.อิติปิโส ภควา สัมมาทิสัมปันโน อิติปิโส ภควา ปัญญาสโน อิติปิโส ภควา วิมุติสัมปันโน อิติปิโส ภควา วิมุติยาสัมปันโน อิติปิโส ภควา อภิคุณสัมปันโน อิ
ติปิโส ภควา สังขารักขันโธ อนิจจังลักขณสัมปันโน อิติปิโส ภควา รูปักขันธา อนัตตา ลักขณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา เวทนาขันธา อนัตตาลักขณปาร
มีสัมปันโน อิติปิโส ภควา สังขารักขันธา อนัตตาลักขณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา ฯอันนี้ชื่อว่าปารสีตวรรคที่ ๔
๕.อิติปิโส ภควา ทานปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควาอภิญญาปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สติยาระปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สมิทานปารมีสัมปันโน
อิติปิโส ภควา สัมพิทาปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมปมาญาณ ปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควา วิมุตติปารมีสัมปันโน อิติปิโส ภควา ทวัตติงสมหาปุริ
สลักขณสัมปันโน อิติปิโส ภควา อสีติพลปัญญา ลักขณสัมปันโน อิติปิโส ภควา ทานปารมี อิติปิโส ภควา ทานอุปปารมี อิติปิโส ภควา ทานปรมัตถปารมี
สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัจจปารมี อิติปิโส ภควา สัจจอุปปารมี อิติปิโส ภควา สัจจปรมัตถปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา เมตตาปารมี อิติปิโส ภควา
เมตตาอุปปารมี อิติปิโส ภควา เมตตาปรมัตถปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อุเปกขาปารมี อิติปิโส ภควา อุเปกขาอุปปารมี อิติปิโส ภควา อุเปกขาปรมัตถ
ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมมุติ ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา นิรุตติ ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัมพิทาญาณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อิ
ติปฏิพิทาญาณปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา ปัตตติสวารโพธิปักขยา ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา โสตถานปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อันยปารมี
สัมปันโน อิติปิโส ภควา อปรยตน ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา สัพพัญญาณ ปารมี สัมปันโน อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ น อุตัง สหเทสิถิตังฯ
อันนี้ชื่อว่า ปารมีทัตตวรรค ที่ ๕
อานิสงส์
ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎบรรพตคีรี ใกล้ราชธานีราชคฤห์มหานคร ในสมัยครั้งนั้นพระสารีบุตรพุทธสาวก เข้า
ไปสู่ที่เฝ้าถวายอภิวาทโดยเคารพแล้วนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่งเล็กแลดูสหธัมมิกสัตว์ทั้งหลาย ก็เกิดปริวิตกในใจคิดถึงกาลต่อไปภายหน้าว่า
วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554
ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต
นะโม 3 จบ
สิทธิมัสถุ สิทธิมัสถุ สิทธิมัสถุ
อิทังพะลัง เอตัสมิง ยัสสะ นัตตะ ยัสมิง สัมปะสาทะ นะเจตะโส
สิทธิมัสถุ สิทธิมัสถุ สิทธิมัสถุ
อิทังพะลัง เอตัสมิง ยัสสะ นัตตะ ยัสมิง สัมปะสาทะ นะเจตะโส
วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553
มรดกธรรม หลวงปู่ทวด
ข้าทำด้วยความบริสุทธิใจ ขอให้พ้นทุกข์
ขอให้กรรมที่ดีนี้ตอบสนองข้า ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอท่านจงมีส่วนในบุญที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาแล้วด้วยเทอญ
แผ่เมตตา ขอให้เจ้าจงมีความเถิด
ตั้งจิตขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
ปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
พระธรรม
พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา
ขอให้ความปรารถนาทุกอย่างจงสำเร็จทุกประการ
ขอให้กรรมที่ดีนี้ตอบสนองข้า ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอท่านจงมีส่วนในบุญที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาแล้วด้วยเทอญ
แผ่เมตตา ขอให้เจ้าจงมีความเถิด
ตั้งจิตขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
ปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
พระธรรม
พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา
ขอให้ความปรารถนาทุกอย่างจงสำเร็จทุกประการ
อย่ายอมแพ้
อย่ายอมแพ้อุปสรรคเป็นนักสู้
มุ่งเชิดชูสัจจะไม่หมองหม่น
แม้ใครร้ายก็อย่าชังหวังทำตน
เป็นยอดคนยิ้มเย็นได้ไม่ก่อเวร
ดีต่อดีจงจำเป็นตำรา
เมตตาต่อเมตตานาท่านเอง
ถ้าอยากได้นกเขาก็ต้องเอานกเขาต่อ
ถ้าเอานกแร้งไปต่อก็ไม่ได้นกเขา
พูดตรงไปตรงมา บุคลิก สูท ทำงาน อย่าไร้สาระ
มุ่งเชิดชูสัจจะไม่หมองหม่น
แม้ใครร้ายก็อย่าชังหวังทำตน
เป็นยอดคนยิ้มเย็นได้ไม่ก่อเวร
ดีต่อดีจงจำเป็นตำรา
เมตตาต่อเมตตานาท่านเอง
ถ้าอยากได้นกเขาก็ต้องเอานกเขาต่อ
ถ้าเอานกแร้งไปต่อก็ไม่ได้นกเขา
พูดตรงไปตรงมา บุคลิก สูท ทำงาน อย่าไร้สาระ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ป้ายกำกับ
- 2504 (1)
ป้ายกำกับ
- 2504 (1)
เกี่ยวกับฉัน
คลังบทความของบล็อก
-
▼
2012
(3)
- ▼ กุมภาพันธ์ 2012 (3)
-
►
2010
(9)
- ► ธันวาคม 2010 (2)
- ► พฤษภาคม 2010 (1)
- ► เมษายน 2010 (1)
-
►
2009
(11)
- ► พฤศจิกายน 2009 (1)
- ► ตุลาคม 2009 (2)
- ► มิถุนายน 2009 (1)
- ► พฤษภาคม 2009 (1)
